counter 23,118

ใบความรู้_ที่1-36

ประกาศ..* เนื้อหาสาระนี้..คัดลอกมาจากหนังสือแบบเรียนวิชาสุขศึกษา ม.2 (เล่มที่โรงเรียนกำหนดให้ใช้)
** ให้ตรวจสอบและค้นคว้าเพิ่มเติมเนื้อหาได้จากหนังสือดังกล่าว..หากไม่แน่ใจในความถูกต้อง..ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย
-------------------------------------------------------

โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)
กลุ่มสาระการเรียนรู้..สุขศึกษาและพลศึกษา
รายวิชา สุขศึกษาและพลศึกษา รหัส พ 32101
ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2

-------------------------------------------------------

ใบความรู้ที่ 1
การวิเคราะห์การเจริญเติบโตและพัฒนาการของตนเอง
-------------------------------------------------------
การเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษย์ จะต้องดำเนินไปพร้อม ๆ กันทั้ง 4 ด้าน คือ
1. การเจริญเติบโตและพัฒนาการในด้านร่างกาย
2. การเจริญเติบโตและพัฒนาการในด้านจิตใจ
3. การเจริญเติบโตและพัฒนาการในด้านสังคม
4. การเจริญเติบโตและพัฒนาการในด้านสติปัญญา
การวิเคราะห์ให้เห็นถึงภาวะของการเจริญเติบโตและพัฒนาการทั้ง 4 ด้านดังกล่าว จะแสดงให้เห็นในภาพรวม
ดังต่อไปนี้
1. การเจริญเติบโตและพัฒนาการในด้านร่างกาย
ในภาวะการเจริญเติบโตตามปกติ เด็กจะมีพัฒนาการไปตามธรรมชาติในแต่ละวัยในด้านน้ำหนักและส่วนสูง จะมีความแตกต่างกันไม่มากนักในเด็กกลุ่มวัยเดียวกัน ส่วนในภาวะการเจริญเติบโตที่ไม่ปกติ พัฒนาการของเด็กที่ผิดปกติจะมีความต่างจากเด็กในกลุ่มวัยเดียวกัน เช่น เด็กที่อยู่ในภาวการณ์ขาดสารอาหารจะแคระแกร็นหรือตัวเล็ก น้ำหนัก ส่วนสูงน้อยกว่าเด็กที่เจริญเติบโตตามปกติหรือต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานของเด็กวัยเดียวกัน เด็กที่อยู่ในภาวะอ้วน น้ำหนักตัวจะมากกว่าเด็กปกติในวัยเดียวกัน
ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับ ปัจจัยที่ส่งผลในการเจริญเติบโต และพัฒนาการด้านร่างกายที่ไม่ปกติ เช่น เด็กที่ขาดสารอาหาร อาจเป็นผลเนื่องมาจากฐานะยากจน ขาดแคลน หรือการเลี้ยงดูที่ไม่ถูกต้อง เด็กเป็นคนเลือกอาหารรับประทานยาก ส่วนที่อยู่ในภาวะอ้วนอาจมีปัจจัยมาจาก การไม่ออกกำลังกายการรับประทานอาหารมากเกินความต้องการของร่างกาย หรือมีอาหารให้เลือกรับประทานได้มาก
ปัจจัยที่ส่งผลให้การเจริญเติบโตและพัฒนาการเป็นไปตามปกติ คือ ความเอาใจใส่ในการเลี้ยงดูเด็กให้มีอัตราการเจริญเติบโตไม่ต่างจากเด็กในวัยเดียวกัน อาจได้รับการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษ หรือติดตัวมาแต่กำเนิด หรือพัฒนาการดีจากการเลี้ยงดูในด้านได้รับสารอาหารครบบริบูรณ์
-----------------------------------------------
ใบความรู้ที่ 2
การเจริญเติบโตและพัฒนาการในด้านจิตใจ
-----------------------------------------------
ในภาวะการเจริญเติบโตตามปกติ เด็กจะมีพัฒนาการตามหลักของจิตวิทยาพัฒนาการ คือ อารมณ์ หรือความรู้สึกนึกคิดต่าง ๆ มีเพิ่มมากขึ้นและพัฒนาไปตามวัย รู้จักเก็บหรือระงับอารมณ์แสดงความรู้สึกนึกคิดในทางที่ดี มีความคิดสร้างสรรค์หรือความรับผิดชอบตามวัย
ปัจจัยที่ทำให้มีพัฒนาการตามปกติ คือ การเลี้ยงดู พื้นฐานจากครอบครัว การถ่ายทอดทางพันธุกรรมในทางที่ดี เช่น ระดับเชาว์ปัญญา ประสบการณ์ที่ดีที่เด็กได้รับ ภาวะแวดล้อมรอบตัว บุคคลรอบข้าง ทำให้เด็กปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ เข้ากับสังคมได้ เป็นเด็กกล้าแสดงออก มีความเชื่อมั่นในตนเอง กล้าคิด กล้าตัดสินใจตามวัยของเด็ก
ในภาวะการเจริญเติบโตที่ไม่ปกติ เด็กจะมีพฤติกรรมตรงข้ามกับเด็กที่ปกติ พัฒนาการช้าระดับเชาว์ปัญญาต่ำ จนบางครั้งไม่อาจช่วยเหลือตนเองได้ ตลอดจนการทำงานของระบบหรือประสาทไม่สัมพันธ์กัน มีความกลัว หวาดระแวง ไม่กล้าสู้หน้าคน กลัวคนแปลกหน้า
ปัจจัยที่ทำให้พัฒนาการไม่ปกติ อาจเนื่องมาจากผลจากมารดาในระยะตั้งครรภ์ได้รับความกระทบกระเทือนด้านจิตใจ แล้วส่งผลมายังทารกที่อยู่ในครรภ์ การปฏิบัติตนในระยะตั้งครรภ์ไม่ถูกต้อง เช่น รับประทานอาหารที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อทารก รับประทานได้น้อย หรือจากการที่สมองได้รับความกระทบกระเทือนในช่วงระยะใดระยะหนึ่ง เช่น หลังคลอด หรือตอนโตศีรษะกระแทก หรือภาวการณ์ติดเชื้อในสมอง ได้รับเชื้อโรคขึ้นสมอง เช่น ไข้มาลาเรีย

-------------------------------------------------
ใบความรู้ที่ 3
การเจริญเติบโตและพัฒนาการในด้านสังคม
------------------------
ในภาวะการเจริญเติบโตตามปกติ เด็กจะเลียนแบบความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว ทำให้เด็กปรับตัวเข้ากับสังคมภายนอกได้ดีด้วย เมื่อเด็กมีความสัมพันธ์ที่ดีในบ้านก็จะส่งผลให้มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อเพื่อน ครู หรือบุคคลอื่นในโรงเรียน ในชุมชน ตลอดจนในสังคมที่กว้างออกไปในอนาคต ในที่ทำงานหรือระดับประเทศชาติ การสร้างเด็กหรือเยาวชน จึงต้องสร้างมาจากสังคมในครอบครัวก่อน
ปัจจัยที่ทำให้พัฒนาการเป็นไปตามปกติ มาจากการอบรมเลี้ยงดูจากทางบ้าน จากการเห็นตัวอย่างในการปฏิบัติต่อกันระหว่างบุคคลในครอบครัวในทางที่ดี เช่น พ่อและแม่เป็นตัวอย่างที่ดีได้ พี่-น้องมีความเคารพยกย่องซึ่งกันและกัน เคารพในสิทธิความคิดเห็นซึ่งกันและกัน
ในภาวะการเจริญเติบโตที่ผิดปกติ เด็กขาดการอบรม มาจากครอบครัวแตกแยก หรืออยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี เห็นตัวอย่างความประพฤติที่ไม่ดี เช่น การใช้ความรุนแรงในการตัดสินปัญหา การมีพฤติกรรมการเป็นโจร ค้าสิ่งผิดกฎหมาย
ปัจจัยที่ทำให้พัฒนาการไม่ปกติ ในด้านสังคมจะมาจากอิทธิพลของครอบครัวที่ไม่ดี สิ่งแวดล้อมรอบตัวไม่ดี ตลอดจนอิทธิพลจากสื่อที่หลากหลาย เป็นแรงผลักดันให้เด็ก หรือเยาวชนอยากมีพฤติกรรมเลียนแบบตามที่เห็นจากสื่อได้

------------------------------------------------

ใบความรู้ที่ 4
การเจริญเติบโตและพัฒนาการในด้านสติปัญญา
-------------------------
ในภาวะการเจริญเติบโตตามปกติ เด็กจะมีการรับรู้ในทางที่ถูกต้อง สื่อสารหรือรับสารกันได้ตรงความต้องการ ในวัยเด็กเมื่อพูดไม่ได้ ถ้าเด็กที่มีพัฒนาการปกติเด็กจะสามารถรับรู้ หรือแปลความหมายได้โดยธรรมชาติ จากการรับรู้โดยการสัมผัสโอบกอดจากผู้เป็นแม่หรือผู้เลี้ยงดู และเมื่อโตขึ้นพัฒนาการด้านสติปัญญาจะเป็นไปตามวัยตามธรรมชาติ
ปัจจัยที่ทำให้พัฒนาการเป็นไปตามปกติ จะมาจากการได้รับการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษ ถ้าพ่อหรือแม่ฉลาด เด็กก็จะฉลาดได้ด้วย ดังนั้น พันธุกรรมจะเป็นตัวถ่ายทอดระดับเชาว์ปัญญา
ในภาวะการเจริญเติบโตที่ไม่ปกติ เด็กจะมีระดับสติปัญญาต่ำไม่สามารถอยู่ในสังคมคนปกติได้ สมองสั่งงานช้า การทำงานของระบบหรือประสาทในร่างกายไม่สัมพันธ์กัน

-------------------------------------------
ใบความรู้ที่ 5
กระบวนการวิเคราะห์การเจริญเติบโตและพัฒนาการของตนเอง
---------------------
การวิเคราะห์การเจริญเติบโตและพัฒนาการของตนเอง
นักเรียนสามารถกำหนดขอบข่ายและปัจจัยที่ใช้วิเคราะห์การเจริญเติบโตและพัฒนาการของตนได้ดังนี้
ด้าน ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง สภาพปัญหา สภาพแวดล้อม
และสาเหตุ ที่มีผลกระทบ
ร่างกาย น้ำหนัก สภาพปัญหา เหตุการณ์ต่างๆ
ส่วนสูง สาเหตุ เช่น อาหาร การออกกำลังกาย
การนอนหลับ ฯลฯ
จิตใจ ความสุข สภาพปัญหา เหตุการณ์ต่างๆ สภาพบ้าน
ความสบายใจ สาเหตุ สิ่งแวดล้อมบ้าน
การเลี้ยงดู ฯลฯ สิ่งแวดล้อมโรงเรียน ฯลฯ
อารมณ์ ครอบครัว สภาพปัญหา ลักษณะของชุมชน
เพื่อน สาเหตุ ท้องถิ่น สังคม
ชุมชน สภาพแวดล้อม
สังคม เหตุการณ์ต่างๆ ฯลฯ
ประเทศ ฯลฯ
สติปัญญา การรับรู้ สภาพปัญหา โรงเรียน
การแปลความ สาเหตุ ครอบครัว
การแก้ปัญหา ฯลฯ ข้อมูลสารสนเทศ ฯลฯ

การรับรู้ (Encode) การแปลความ (Decode)

--------------------------------------------------
ใบความรู้ที่ 6
แนวทางในการพัฒนาตนเองให้เติบโตสมวัย
------------------------------------------------
ในการแก้ไขปัญหาสัดส่วนและน้ำหนักตัว มีปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลายประการ ดังนี้
1. ต้องเข้าใจรูปแบบและแบบแผนของการเจริญเติบโต ขนาดร่างกายจะเปลี่ยนไปตามพัฒนาการ ตามวัย และเพศ อัตราการเจริญเติบโตของเด็กจะเป็นไปอย่างรวดเร็วเมื่ออายุ 2 ขวบ และจะโตเร็วอีกครั้งหนึ่งในช่วงอายุเข้าสู่วัยรุ่น หลังจากนั้นพัฒนาการทางกายจะดำเนินไปอย่างช้าๆ จนวุฒิภาวะซึ่งจะเจริญเติบโตเต็มที่
2. ต้องเข้าใจว่าปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการ ปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมจะมีผลเพียงร้อยละ 30 แต่ปัจจัยที่เกิดจากพันธุกรรมจะมีผลถึงร้อยละ 70 หรือสรุปได้ว่า เด็กที่มีเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ และบิดามารดาที่มีรูปร่างสูงใหญ่หรือเตี้ย บุตรจะได้รับอิทธิพลทางพันธุกรรมจากส่วนนี้มาก แต่การแก้ไขหลังจากเด็กเกิดแล้ว เป็นสิ่งที่จะแก้ไขได้โดยแก้ไขทางสิ่งแวดล้อม ดังนี้
2.1 กินอาหารที่มีประโยชน์
2.2 ออกกำลังกายให้เพียงพอ
2.3 นอนหลับ พักผ่อนให้เพียงพอ
2.4 หลีกเลี่ยงโรคภัยไข้เจ็บและปัจจัยเสี่ยง
2.5 การจัดการกับอารมณ์และความเครียด
3. ถ้านักเรียนตัวเตี้ย จะต้องใช้หลายๆ วิธีไปพร้อมๆ กันเนื่องจากปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความสูงมีหลายสาเหตุ เช่น
3.1 ศึกษาวิธีการเลี้ยงดูของแม่ แล้วแก้ไข
3.2 เปลี่ยนแปลงนิสัยการบริโภคใหม่
3.3 ออกกำลังกาย เล่นกีฬาที่ช่วยสร้างเสริม ซึ่งจะช่วยได้มาก
3.4 พักผ่อน และดูแลสุขภาพขั้นพื้นฐานให้ดีขึ้น
4. บุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพัฒนาทางด้านความสูงมีอยู่ 2 คน คือ พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูและตัวนักเรียนเอง ถ้าพ่อแม่และตัวนักเรียนมีความเข้าใจเรื่องการรักษาสุขภาพ โภชนาการ และการออกกำลังกาย ประกอบกับการที่นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ก็จะทำให้ขนาดร่างกายพัฒนาไปได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นพ่อแม่ที่มีความรู้ มีฐานะเศรษฐกิจดีพอสมควร จึงมีโอกาสเลี้ยงลูกให้มีสุขภาพดีในช่วงวัยเด็กได้ ส่วนตัวนักเรียนมักจะมาเริ่มต้นเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น อายุ 15-18 ปี ซึ่งจะได้ผลน้อยกว่าการเลี้ยงดูในวัยเด็ก อย่างไรก็ตาม ยังไม่สายเกินไปที่นักเรียนจะเริ่มสนใจพัฒนาตนเองด้วยตนเอง
การออกกำลังกายและการเล่นกีฬามีผลต่อขนาดของร่างกายได้มาก การออกแรงเคลื่อนไหวนั้น ต้องใช้กล้ามเนื้อ กระดูก ข้อต่อ ในการเคลื่อนไหวที่ทำมุมหรือทรงตัวในรูปแบบต่างๆ ระบบประสาทยังต้องทำงานที่ในการตัดสินใจแก้ไขปัญหา สั่งงานให้ทำงานประสานสัมพันธ์กับกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อต่อต่างๆ เมื่อออกกำลังกายแล้วส่งผลให้ร่างกายทุกส่วนทำงานอย่างเต็มที่มีผลดีต่อการพัฒนาส่วนสูงของนักเรียน

---------------------------------------------
ใบความรู้ที่ 7
ระบบไหลเวียนเลือด หรือ หัวใจกับเลือด
--------------------------------------------
เลือด ร่างกายมนุษย์เหมือนเครื่องจักรที่ต้องเดินเครื่องทำงานทำงานตลอดเวลาทั้งกลางวันกลางคือไม่มีวันหยุด ถ้าหยุดก็ตาย เลือดจึงเปรียบเสมือน น้ำหล่อเลี้ยงชีวิต หมุนเวียนอยู่ในร่างกายต่อเนื่องกันไปไม่จบสิ้น เพื่อนำอาหารและออกซิเจนไปให้เซลล์และนำของเสียออกไป
เลือดเป็นเนื้อเยื่อที่เป็นของเหลว ทุกเซลล์เม็ดเลือดเสมือนเกาะที่ล้อมรอบด้วยน้ำเลือด และน้ำเหลือง ในร่างกายมนุษย์แต่ละคนมีเลือดหล่อเลี้ยงประมาณ 4700-5700 มิลลิลิตรเลือดไหลไปเลี้ยงร่างกายตามเส้นเลือด ถ้าไหลออกจากหัวใจเป็นเลือดแดงที่มีทั้งอาหารและออกซิเจน ถ้าไหลเข้าสู่หัวใจเป็นเลือดดำ หรือน้ำเลือดที่ใช้แล้วและคาร์บอนไดออกไซด์กลับมาฟอกใหม่ เพื่อหมุนเวียนนำกลับไปใช้อีก
หัวใจ หัวมีหน้าที่สูบฉีดเลือดหรือปั๊มเลือดไปหล่อเลี้ยงไปทั่วร่างกาย ระบบไหลเวียนเลือดจึงเกี่ยวข้องกับหัวใจและเลือดอย่างแยกกันไม่ออก การสูบฉีกเลือดที่ดีต้องทำให้เลือดไปหล่อเลี้ยงร่างกายได้ทั่วทั้งศีรษะ แขน ขา ด้วยแรงดันที่เท่ากัน
หัวใจเป็นเส้นใยกล้ามเนื้อที่แข็งแรง ต้องทำงานไปตลอดชีวิตมนุษย์ ถ้าหัวใจหยุดเต้นก็หมายถึง ชีวิตสิ้นสุดลง ปกติหัวใจจะเต้น 70-80 ครั้งต่อนาที ลองคิดดูสิว่าในหนึ่งชั่วโมง ในหนึ่งวัน ในหนึ่งเดือน และในรอบปีหัวใจเต้นกี่ครั้ง
หัวใจมี 4 ห้อง มีเส้นเลือดแดงและเส้นเลือดดำขนาดใหญ่เชื่อมอยู่ เพื่อทำหน้าที่นำเลือดออกและเข้าไปตามเส้นเลือดขนาดเล็กที่อยู่ตามอวัยวะต่างๆในร่างกาย
ความดันเลือด ขณะหัวใจบีบตัวหรือปั๊มเลือด จะเกิดเป็นแรงดันขึ้นมาเรียกว่า ความดันเลือด ความดันเลือดจะเพิ่มขึ้นในระหว่างออกกำลังกาย และจะลดลงในขณะนอนหลับพักผ่อน และจะสูงขึ้นตามวัยและหรือความแข็งแรงและความตีบของเส้นเลือดซึ่งจะทำให้เกิดแรงเสียดทานมากขึ้น และเลือดจะไหลแรงกว่าปกติ เป็นลักษณะอาการที่เรียกว่า ความดันเลือดสูง มีอันตรายต่อหัวใจ
ในระหว่างการออกกำลังกายหรือมีเหตุปัจจุบันทันด่วน หรือตื่นเต้น หัวใจจะสูบฉีดเลือดมากขึ้น เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ในระหว่างการออกกำลังกาย หรือการทำงานหนัก กล้ามเนื้อได้รับเลือดเกือบ 90% ของจำนวนเลือดทั้งหมด ฉะนั้น จึงไม่ใช่เรื่องดีที่จะออกกำลังกายหลังอาหารทันที เพราะเลือดในระบบย่อยอาหารที่ไม่เพียงพอจะส่งผลให้เกิดอาการปวดเสียดท้องได้
หัวใจของคนที่เป็นนักกีฬาในยามปกติ (ไม่ออกกำลังกาย) จะเต้นช้ากว่าและมีประสิทธิภาพมากกว่าคนที่ไม่ใช่นักกีฬา เพราะจำนวนเลือดที่สูบฉีดแต่ละครั้งมีจำนวนมากกว่าจึงไม่ต้องเต้นถี่หรือบ่อยครั้ง หัวจึงมีอายุยืนยาว
การออกกำลังกายทำให้หัวใจแข็งแรง และสามารถสูบฉีดเลือดไปยังกล้ามเนื้อได้มากขึ้น การฝึกซ่อมกีฬาช่วยเพิ่มปริมาณของเลือดที่สูบฉีดแต่ละครั้ง ผู้ใหญ่ที่นั่งอยู่กับที่มีอัตราการเต้นของหัวใจประมาณ 70-80 ครั้งต่อนาทีแต่สำหรับคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ อัตราการเต้นของหัวใจต่ำกว่า อดีตนักเทนนิสชื่อดังเป็นมือวางอันดับหนึ่งของโลกคือ จอห์น บอร์ก เมื่อร่างกายของเขาแข็งแรงสมบูรณ์เต็มที่ มีอัตราการเต้นของหัวใจเพียง 38 ครั้งต่อนาทีเท่านั้น
เมื่อออกกำลังกายเป็นประจำ กล้ามเนื้อหัวใจจะหนา (ไม่ใช่หัวใจโตผิดปกติ) และห้องหัวใจมีขนาดใหญ่ขึ้น การทำหัวใจแข็งแรง มีอายุยืนยาว และทำงานได้ดี จึงทำได้ด้วยการออกกำลังกายเป็นประจำ สม่ำเสมอ นอกจากนั้นยังช่วยป้องกันโรคเกี่ยวกับหัวใจต่างๆเช่น เส้นเลือดตีบ เส้นหัวใจขาดเลือด เส้นเลือดขาดความยืดหยุ่นได้อีกด้วย

--------------------------------

ใบความรู้ที่ 8
ระบบหายใจ
-------------
ระบบหายใจ ประกอบด้วยช่องทางเดินหายใจ คือ จมูก หลอดคอ กล่องเสียง หลอดลม ขั้วปอด และปอด หัวใจและปอดมีหน้าที่ควบคุมและทำให้ออกซิเจนที่เข้าไปในร่างกายรวมทั้งคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมาเกิดความสมดุล
อากาศเข้าสู่ร่างกายทางรูจมูก โดยผ่านการกรองของเยื่อบุจมูก จากนั้นเข้าสู่หลอดคอ หลอดลม ขั้วปอดและปอดตามลำดับ หลอดลมจะมีตั่งแต่ขนาดใหญ่ จนถึงขนาดเล็กลงไปเรื่อยๆ เมื่อเข้าไปในปอด ตรงปลายสุดหลอดลมขนาดเล็ก กระจายอยู่ทั่วปอด
ปอดมี 2 ข้าง อยู่ข้างซ้ายและข้างขวาของทรวงอก รูปร่างเหมือนโคนถ้วยใส่ไอศกรีมแต่คว่ำลงส่วนฐานของปอดอยู่บนกระบังลม ปอดขวามี 3 กลีบ ปอดซ้าย 2 กลีบ หัวใจอยู่ที่ปอดซ้าย ที่ปอดมี หลอดลม หลอดเลือด หลอดน้ำเหลืองและเส้นประสาทอยู่ภายใน ทำให้เกิดร่างแหอยู่ในปอด เส้นเลือดฝอยและถุงลมทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนก็าซระหว่างถุงลมกับเลือด
ปอดมีน้ำหนักประมาณ 1 กิโลกรัม มีผิวห่อหุ้มที่ยืดหยุ่นมากหลายชั้น ถ้าเอามาขึงแผ่ออกจะมีขนาดเท่ากับสนามเทนนิสประเภทเดี่ยวครึ่งสนาม
เมื่อกะบังลมหดตัว ซี่โครงยกสูงขึ้นและกางออกด้านข้าง หน้าอกจะขยายออกทำให้ปอดแผ่กว้างออกในขณะหายใจเข้า เมื่อหน้าอกหดกลับที่เดิม กะบังลมจะยกสูงขึ้น เกิดมีแรงดันในปอด ทำให้อากาศถูกขับออกมา เรียกว่าหายใจออก
แต่ละคนมีความจุอากาศในปอดไม่เท่ากัน ซึ่งวัดได้ด้วยเครื่องวัดความจุอากาศในปอดที่เรียกว่าสไปโรมิเตอร์ (spirometer) ความจุปอดบอกถึงความสามารถในการบรรจุออกซิเจนเอาไว้ใช้ในขณะออกกำลังกาย คนดีสุขภาพดีโดยทั่วไปมีความจุปอดเฉลี่ย 3.5 ลิตร แต่สามารถเพิ่มปริมาตรมากขึ้นได้ถึง 5 ลิตร ถ้าได้ออกกำลังกายเป็นประจำ การมีความจุปอดมากบ่งบอกถึงความสามารถมากในการออกกำลังกาย โดยเฉพาะการออกกำลังกายประเภทอดทน แต่คนปอดใหญ่ก็อาจไม่ได้เป็นแชมป์เสมอไป เพราะอาศัยองค์ประกอบอื่นๆ อีก

--------------------
ใบความรู้ที่ 9
ระบบย่อยอาหาร
------------------
ระบบย่อยอาหารทำงานสัมพันธ์กับอาหารที่เข้าสู่ร่างกาย เพื่อให้เลือดดูดซึมเข้าไป รวมทั้งการขับถ่ายของเสีย ก่อนที่ร่างกายจะใช่ประโยชน์จากอาหาร อาหารต้องถูกย่อยเป็นโมเลกุลที่เล็กที่สุดสามารถดูดซึมเข้าไปในผนังลำไส้เล็ก ทางเส้นเลือดหลอดน้ำเหลือง และเลือดได้ การเตรียมอาหารเพื่อการดูดซึมเอาไปใช้ เรียกว่าการย่อยอาหาร ซึ่งเกิดขึ้นในช่องทางเดินอาหาร
ช่องทางเดินอาหาร เป็นกล้ามเนื้อคล้ายท่อยาวจากปากสู่ทวารหนัก ถ้ายืดส่วนที่ขดพับ (ลำไส้) ออกให้ครงจะมีความยาวประมาณ 30 เมตร (ผู้ใหญ่)
ช่องทางเดินอาหารประกอบด้วย ปาก ซึ่งมีลิ้น ฟัน และต่อมน้ำลายมีเอนไซม์ช่วยย่อยอาหาร คอหอย มีหน้าที่ป้องกันอาหารไม่ให้หลุดลงสู่ระบบหายใจ มีลิ้นหลอดลมช่วยปิดช่องทางเดินอากาศเอาไว้จนกว่าอาหารจะตกถึงกระเพาะอาหาร กระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก เปิดช่องทางเดินอาหารที่มีขนาดกว้างใหญ่ที่สุด กระเพาะอาหารมีรูปร่างคล้ายถุง อยู่ถัดจากกระบังลมและหัวใจลงไป ยืดหยุ่นได้ตามปริมาณอาหาร ผู้ใหญ่มีขนาดบรรจุประมาณ 2 ลิตร มองดูเหมือนลูกโป่งอัดลม กระอาหารที่เต็มไปด้วยอาหารจึงแตกง่าย น้ำย่อยในกระเพาะอาหารเป็นกรดเข้มข้น เริ่มย่อยโปรตีนเป็นอันดับแรกประมาณ 1 ชั่วโมง อาหารจะถูกย่อยเป็นของเหลว (สารเคมี) เพื่อเข้าสู่ลำไส้เล็กต่อไปกระบวนการผ่านอาหารเข้าสู่ลำไส้เล็กมีความยาวประมาณ 6 เมตร ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ไขมันและแป้งจะถูกย่อยที่นี่แล้วดูดซึมไขมันเข้าสู่น้ำเหลืองและกรดอะมิโน (โปรตีน) กลูโคส (น้ำตา) และ ฟรักโทส (น้ำตาล) จะดูดซึมผ่านเข้าไปในกระแสเลือด นั่นคือเหตุผลว่า ทำไมต้องกินอาหารก่อนออกกำลังกายประมาณ 2 ชั่วโมง
จากลำไส้เล็กสู่ลำไส้ใหญ่ อาหารที่ผ่านการย่อยมาแล้วและน้ำจะถูกดูดซึมจนเกือบหมดจนเป็นกากอาหารรวมอยู่ตรงทวารหนัก รอเวลาถูกกำจัดออกไป
กระบวนการย่อยอาหาร เป็นการทำงานของกล้ามเนื้อที่อยู่ภายใต้การสั่งงานของสมองในขณะกลืนอาหาร แต่หลังจากนั้นหรือนับตั่งแต่คอหอยลงไปจนถึงลำไส้เล็กเป็นการทำงานของกล้ามเนื้ออย่างอิสระ สมองไม่ต้องสั่งงาน

-----------------------------------------------
ใบความรู้ที่ 10
การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการทางเพศ
------------------------------------------------------------
วัยรุ่นเป็นวัยที่มีระยะการเปลี่ยนแปลงจากเด็กเป็นระยะเริ่มต้นของวัยหนุ่มสาว ต่อมไร้ท่อต่างๆ จะเริ่มผลิตฮอร์โมนเพื่อกระตุ้นให้อวัยวะบางส่วนของร่างกายทำงานได้สมบูรณ์ ต่อมไร้ท่อมีหลายชนิด แต่ต่อมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดที่สุดในระยะนี้ ได้แก่ ต่อมเพศ
ต่อมเพศของหญิง คือ รังไข่ มีอยู่ 2 ข้างปลายท่อมดลูก ต่อมนี้จะสร้างฮอร์โมนที่สำคัญสำหรับเพศหญิง ชื่อว่า อีสโทรเจน (Estrogen) ช่วยควบคุมการเจริญเติบโตของอวัยวะเพศหญิง ทั้งภายในและภายนอก ฮอร์โมนนี้ทำงานประสานกับฮอร์โมนประเภทอื่นๆ ทำให้เด็กหญิงเปลี่ยนสภาพเป็นสาวโดยสมบูรณ์ มีประจำเดือน และมีวุฒิภาวะทางเพศเจริญเต็มที่ สามารถจะมีบุตรได้เมื่อมีเพศสัมพันธ์
ต่อมเพศชาย คือ อัณฑะ มีอยู่ 2 ข้าง (ซ้าย-ขวา) ทำหน้าที่ผลิตสเปิร์มหรือที่เรียกว่าตัวอสุจิ อสุจิที่สร้างขึ้นจะถูกลำเลียงผ่านไปยังถุงพักน้ำอสุจิ โดยท่อนำอสุจิ ต่อเพศชายจะเริ่มผลิตอสุจิ เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น อายุราว 13-14 ปี

----------------------------------------------
ใบความรู้ที่ 11
การเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายของวัยรุ่น
------------------------------------------------
วัยรุ่น มีพัฒนาการทางร่างกายอย่างรวดเร็ว รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงทางเพศที่เห็นได้อย่างชัดเจน การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและทางเพศ ได้รับอิทธิพลมาจากฮอร์โมนจากต่อมไร้ท่อ ได้แก่ ต่อใต้สมอง(pituitary gland) ต่อมเพศ(gonads) ฮอร์โมนที่ผลิตออกมาจะมีความสัมพันธ์กันและร่วมทำงานในการควบคุมการเจริญเติบโตและการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย
วัยรุ่นชาย วัยรุ่นหญิง
1. อายุประมาณ 12-14 ปี ส่วนสูงและนำหนักจะเพิ่มขึ้นอย่าง
รวดเร็ว โดยเฉพาะส่วนสูง
2. ไขมันใต้ผิวหนังบางลง ทำให้ดูผอมลง
3.กล้ามเนื้อจะเจริญเติบโตมากกว่าเด็กหญิง
4.ไหล่จะกว้างกว่าเด็กหญิง 1. อายุประมาณ 10-13 ปี เด็กหญิงจะโตเร็วกว่าเด็กชาย 1-2 ปี
มีความสูงสูงกว่าเด็กชายวัยเดียวกันเล็กน้อย
2. ไขมันใต้ผิวหนังเพิ่มมากขึ้น (มากกว่าเด็กชายร้อยละ 10)
3. สะโพกจะกว้างกว่าเด็กชาย
จะปรับตัวอย่างไรเมื่อร่างกายเปลี่ยนแปลง
เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นทุกคนควรต้องเข้าใจถึงพัฒนาการทางเพศของตนเองว่าร่างกายจะมีการหลั่งฮอร์โมนเพศ ซึ่งนอกเหนือ จากการเจริญเติบโตของอวัยวะเพศแล้ว ยังมีผลทำให้เกิดความรู้สึกทางเพศเกิดขึ้นอีกด้วย ความรู้สึกนี้เป็นความรู้สึกตามธรรมชาติขอวัยรุ่นทุกคน แต่วัยรุ่นควรจะต้องรู้จักปรับตัวและประกอบภารกิจที่เหมาะสมกับวัยคือยังไม่ควรมีเพศสัมพันธ์ ควรเรียนรู้เรื่องการปฏิบัติกับตนเองในทางที่ถูกต้องเมื่อมีความรู้สึกทางเพศ หลีกเลี่ยงสิ่งยั่วยุที่จะทำให้เกิดอารมณ์ทางเพศ หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เล่นกีฬาที่ตนเองถนัด ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์และสร้างสรรค์ ด้วยการอ่านหนังสือ ฟังเพลง ฯลฯ
การเปลี่ยนแปลงลักษณะทางกายของเด็กวัยรุ่นที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว ย่อมนำมาซึ่งความจำเป็นที่จะต้องปรับตัวเรียนรู้และทำความเข้าใจเพื่อให้สบายใจ พอใจกับการเปลี่ยนแปลงนั้น ไม่เกิดความวิตกกังวล ไม่มีปัญหาในการปรับตัวมากและมีสุขภาพจิตที่ดีตามมา

--------------------------------------------------
ใบความรู้ที่ 12
การเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์ของวัยรุ่น
----------------------------------------------
อารมณ์ของวัยรุ่นเป็นอารมณ์ที่ค่อนข้างรุนแรง แสดงความรู้สึกอย่างเปิดเผย เป็นอารมณ์ที่เต็มไปด้วยความเชื่อมั่นในตนเองสูง เรามาทำความเข้าใจอารมณ์ของวัยรุ่นกัน เพื่อจะได้รู้จักตนเองพัฒนาการทางด้านอารมณ์ของวัยรุ่นที่มีลักษณะเด่นชัดสรุปได้ดังนี้
1. ต้องการความเป็นอิสระ มองผู้ใหญ่ว่าเป็นคนล้าสมัยและอาจต่อต้านพ่อแม่ ตลอดจนกฎระเบียบของโรงเรียน
2. มีความซื่อสัตย์ต่อกลุ่ม มีความสนใจในความก้าวหน้าทางทักษะเบื้องต้นของตนเองอย่างมาก และมีความสนใจใน
การสร้างความประทับใจให้กับเพศตรงข้าม
3. เริ่มสนใจและยึดถือสิ่งที่เป็นจริงมากกว่าความฝัน มีความสามารถไปในทิศทางที่ต้องการมากขึ้น ชอบการแต่งกาย
ด้วยเสื้อผ้าตามสมัยนิยม ชอบดูภาพยนตร์และงานเลี้ยง
4. เด็กชายบางครั้งเกิดความเครียด เนื่องจากออกกำลังกายไม่พอ บางครั้งรู้สึกไม่มั่นคงในสถานภาพตนเอง ชอบการ
ต่อสู้ที่ค่อนข้างรุนแรง สนใจเพศตรงข้ามวัยเดียวกัน
5. เด็กหญิง สนใจในความเจริญเติบโตและบุคลิกภาพของตนเอง กลัวความสัมพันธ์กับผู้อื่นและเพศตรงข้าม อารมณ์ผัน
ผวนรวดเร็ว
6. รับผิดชอบในชีวิตและงานมากขึ้น

-----------------------------------
 
ใบความรู้ที่ 13
อารมณ์ของวัยรุ่น
-------------------
ประเภทอารมณ์ของวัยรุ่น
1. อารมณ์ก้าวร้าวรุนแรง เช่น อารมณ์โกรธ อิจฉา เกลียดชัง
2. อารมณ์เก็บกดเอาไว้ เช่น ความกลัว ความวิตกกังวล ความเศร้าใจ กระอักกระอ่วนใจ สลดหดหู่ เสียใจ
3. อารมณ์สนุก เช่น ความรัก ชอบ สุขสบาย พึงพอใจ ตื่นเต้น
ลักษณะอารมณ์อย่างไรที่เป็นลักษณะเฉพาะของวัยรุ่น
1. ความกลัว เกิดขึ้นเมื่อรู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับความปลอดภัย ความกลัวของวัยรุ่นส่วนใหญ่เป็นความกลัว
เกี่ยวกับการปรับตัวให้เข้ากับสังคม และเกี่ยวกับรูปลักษณ์ของร่างกาย นอกจากทำให้กลัวแล้วยังทำให้หงุดหงิดด้วย
2. ความกังวลใจ เป็นผลมาจากความกลัวแล้วเก็บเอาเรื่องต่างๆ เหล่านั้นมากังวลใจ
3. ความโกรธ เป็นการแสดงออกของอารมณ์ที่ก้าวร้าวรุนแรง ประเภทเดียวกับความอิจฉาริษยา และความ
เกลียดชัง อาจจะแสดงออกมาให้เห็นโดยทางตรงในลักษณะของความโกรธหรือแสดงออกทางอ้อมโดยเก็บตัวอยู่เงียบๆ คนเดียวและไม่ยอมพูดจากับใคร ความรุนแรงของความโกรธขึ้นอยู่กับความคับแค้นใจที่เกิดขึ้น ถ้าได้รับการต่อต้านอย่างรุนแรง หรือสิ่งที่ต้องการนั้นมีความหมายต่อตนเองมาก อารมณ์โกรธจะรุนแรงมากและโกรธนาน
4. ความรัก เป็นปฏิกิริยาทางอารมณ์ ที่แสดงต่อบุคคลหรือสิ่งของ การแสดงความรักของเด็กแยกได้ดังนี้
4.1 รักตัวเอง รักการดูแลเอาใจใส่เกี่ยวกับรูปร่าง ความสวยงามของใบหน้า การเลือกเครื่องแต่งกาย
4.2 รักเพื่อน วัยรุ่นจะให้ความรัก ความไว้วางใจเพื่อน สนุกสนานที่จะอยู่ในกลุ่มเพื่อนเพศเดียวกัน มักเป็นกลุ่ม เพื่อนที่มีลักษณะนิสัยใจคอและรสนิยมเดียวกัน
4.3 รักเพศตรงข้าม วัยรุ่นที่มีความพึงพอใจเพื่อนต่างเพศ มักจะเป็นอารมณ์ที่รุนแรง เมื่อผิดหวังไม่ได้ดังใจก็
อาจมีผลกระทบกระเทือนต่อชีวิตและอนาคตได้มาก
4.4 รักคนที่เป็นวีรบุรุษ ในสายตาของเด็ก มักจะรักคนที่มีความเก่ง มีความสามารถพิเศษทางใดทางหนึ่ง
เทิดทูนบูชา อยากเอาแบบอย่าง โดยยึดถือเป็นแบบที่จะปรับปรุงบุคลิกภาพของตนเองในอนาคต ทั้งแบบที่เป็นจริงได้ และแบบเป็นไปไม่ได้ เช่น นิยมชมชอบดาราคนใดคนหนึ่ง
5. ความอิจฉาริษยาอาจแสดงออกมาในรูปของความโกรธอย่างรุนแรงและไม่มีเหตุผล สาเหตุมักเกิดจากสิ่งต่อไปนี้
5.1 ปัญหาเกี่ยวกับเพื่อนต่างเพศ ซึ่งบางครั้งวัยรุ่นไม่สามารถยับยั้งอารมณ์ของตน จึงอาจก่อให้เกิดการทะเลาะ
วิวาทได้
5.2 การต้องการความรักความสนใจภายในครอบครัว
6. ความอยากรู้อยากเห็น วัยรุ่นมีความอยากรู้อยากเห็นในสิ่งที่เกิดขึ้นในภายหน้า หรือสิ่งที่ปกปิดซ่อนเร้น
โดยเฉพาะเรื่องราวที่เกิดกับเพศตรงข้าม รวมทั้งสื่อต่างๆที่เกี่ยวข้องกับตนเอง
7. ความสนใจ วัยรุ่นมีพลังมากจึงมักสนในการเล่นกีฬา การทำงานเกี่ยวกับเครื่องยนต์กลไก สนใจเรื่องสุขภาพ เรื่อง
เพศ การเลือกอาชีพ และเรื่องภายในครอบครัว
ลักษณะอารมณ์ดังกล่าวที่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ และเมื่อพ้นวัย ก็จะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เราจึงควรรู้จักการ
ประคับประคองชีวิตของเรา

--------------------------------------------
ใบความรู้ที่ 14
ลักษณะอารมณ์ของวัยรุ่นที่เป็นโทษต่อตนเอง
---------------------------------------------------
การที่วัยรุ่นมีอารมณ์รุนแรง ควบคุมตัวเองไม่ได้ อาจเป็นโทษแก่ตนเองและผู้อื่นได้ ลักษณะอารมณ์ที่เป็นโทษอาจ
มีดังนี้
1. เป็นคนเจ้าความคิด ยึดมั่นตนเองมากเกินไป
2. รู้สึกเป็นปมด้อย จึงไม่มั่นใจตนเอง
3. กระวนกระวายใจ ไม่ค่อยมีสมาธิ
4. เก็บตัว หนีสังคม ซึมเซา
5. บุคลิกภาพเสื่อม เช่น ไม่ยอมรับผิดชอบทั้งๆที่เตือนและลงโทษแล้ว ไม่ค่อยยอมรับความจริง
6. วิตกกังวลและกลัว
7. มีอาการทางร่างกายผิดปกติ จนไม่สบายใจและอารมณ์เสีย
8. ฉุนเฉียว โมโหง่าย รุนแรงและปึงปัง
9. คิดเพ้อฝัน สร้างวิมานในอากาศ
วัยรุ่นมีแนวทางในการควบคุมอารมณ์ตนเองได้อย่างไร
แนวทางการควบคุมอารมณ์เพื่อให้เป็นคนอารมณ์ดีเป็นสิ่งที่เราควรได้เรียนรู้ การฝึกปฏิบัติ การรักษาอารมณ์ให้ดีอยู่
เสมอในวัยรุ่นเป็นสิ่งสำคัญ ช่วยให้สามารถปรับตัวและสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่นและอยู่ร่วมกับสังคมอย่างมีความสุข ลองฝึกดูได้ดังนี้
1. พยายามฝึกสำรวจอารมณ์ตัวเอง คือ การสำรวจและรับรู้ว่าขณะนี้ตนรู้สึกอย่างไรมีอารมณ์แบบไหน จะมีผลดีผลเสีย
อย่างไร หรือไม่
2. เมื่อรู้ตัวว่าเกิดอารมณ์ที่เป็นอันตรายต่อตัวเองและผู้อื่น ให้พยายามควบคุมตนเองด้วยวิธีต่างๆ เช่น นับ 1-10 หันเหไป
ทำสิ่งอื่น ออกไปเดินผ่อนคลาย เล่นกีฬา ตะโกนดังๆ เขียนระบายอารมณ์ลงในกระดาษเป็นต้น
3. พยายามหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่เร้าอารมณ์ให้เกิดความเศร้า ตกใจ และกลัว
4.เรียนรู้เรื่องอารมณ์ให้มากขึ้น เช่น ศึกษาจากหนังสือ การสังเกตจากชีวิตประจำวัน หรือจากตัวละคร ปรึกษาพ่อแม่
หรือผู้ใหญ่ที่ไว้วางใจ
5. พยายามข่มใจให้สงบ ระงับอารมณ์ไปทีละเล็กละน้อย
6. ฝึกนิสัยการทำงานให้เป็นกิจวัตร จะช่วยให้เพลิดเพลิน ไม่ฟุ้งซ่าน
7. มีอารมณ์ขัน คิดอะไรในทางดีเสมอ วิธีที่ดีที่สุดในการควบคุมอารมณ์ คือ การฝึกสมาธิ

---------------------------------------

ใบความรู้ที่ 15
พัฒนาการทางเพศ
---------------------
ท่อรังไข่หรือท่อนำไข่ (fallopian tube) เป็นท่อที่ยื่นจากมดลูก 2 ข้างปลายท่อนเหมือนปากเเตร มีรูเปิด 2 รู ติดกับ
รังไข่ด้านหนึ่งเปิดเข้าไปในมดลูก ภายในท่อนำไข่มีขนละเอียด คอยพัดพาให้ไข่ที่หลุดจากรังไข่เคลื่อนที่เข้าสู่มดลูก หน้าที่ของท่อนำไข่คอยรับไข่ส่งไปยังมดลูก และการปฏิสนธิจะเกิดขึ้นที่ท่อนี้
รังไข่ (ovary) เป็นต่อมเพศหญิงมีอยู่ 2 ข้าง เป็นส่วนที่อยู่ต่อจากปลายปีกมดลูกทำหน้าที่สร้างไข่ประมาณเดือนละฟอง
เมื่อไข่สุกรังไข่จะปล่อยไข่เข้าไปในปีกมดลูก ขนละเอียดภายในปีกมดลูกจะทำหน้าที่พัดพาไข่ไปยังมดลูกสุก
มดลูก (uterus) มีลักษณะคล้ายผลชมพู่ ผนังของมดลูกเป็นกล้ามเนื้อที่หนา ยืดหยุ่นได้ มีความแข็งแรงมาก ภายในจะเป็น
โพรงแคบๆ เรียกว่า โพรงมดลูก ซึ่งสามารถขยายใหญ่ได้เมื่อตั้งครรภ์ ภายในภายในโพรงมดลูกมีเยื่อบุผนังมดลูก และมีเส้นโลหิตไปหล่อเลี้ยงมากมาย เพื่อรองรับการฝังตัวของไข่ที่ได้รับการผสม และเจริญเติบโตเป็นทารกอยู่ภายในมดลูกจนครบกำหนดคลอด
ปากมดลูก (cervix) เป็นส่วนปลายของมดลูกและเป็นช่องเปิดของมดลูก ใช้เป็นช่องทางผ่านของประจำเดือน และการคลอดที่ผ่านมาทางช่องคลอด (คลอดเองโดยธรรมชาติ มิใช่การผ่าตัดทางหน้าท้อง)
ช่องคลอด (vagina) เป็นช่องที่อยู่ระหว่างช่องปัสสาวะและทวารหนัก เป็นช่องที่ต่อไปถึงมดลูก ช่องคลอดมีหน้าที่เป็น
ทางผ่านของตัวอสุจิเพื่อไปผสมกับไข่ เป็นทางที่ทารกจะผ่านออกมาจากมดลูกสู่ภายนอก และเป็นทางผ่านของประจำเดือน ที่ปากช่องคลอดมีเยื่อบางๆ เรียกว่า เยื่อพรหมจารีคลุมอยู่ตรงกลาง เยื่อนี้มีรูเปิดเพื่อให้เลือดประจำเดือนไหลออกมา แต่บางคนเยื่อนี้ปิดสนิทแพทย์จึงต้องทำการผ่าตัดเพื่อให้ประจำเดือนไหลออกมา
อิทธิพลของฮอร์โมนเพศจะทำให้มีการเปลี่ยนแปลง อวัยวะต่างๆทั้งภายในและภายนอกรวมทั้งความรู้สึกทางเพศ ซึ่ง
เป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ทุกคน เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นจะมีการเปลี่ยนแปลงทางเพศเกิดขึ้น สรุปได้ดังนี้
วัยรุ่นชาย วัยรุ่นหญิง
อัณฑะจะใหญ่ ผิวหนังที่หุ้มอัณฑะจะหนา
และเป็นรอยย่นมีสีคล้ำมากขึ้น
2. มีขน (pubic hair) ขึ้นที่หัวหน่าว
3. อวัยวะภายนอกเริ่มเปลี่ยนแปลงขนาด
(ใหญ่และยาวขึ้น)
4. เต้านมใหญ่ขึ้น ที่เรียกว่า นมแตกพาน
(เป็นทั้งสองข้างหรือข้างเดียว)
5. เสียงแตก เป็นการเปลี่ยนแปลงเนื่องจาก
ฮอร์โมนเพศกระตุ้นเซลล์ที่กล่องเสียงและ
ลูกกระเดือกโตเร็ว
6. มีหนวดมีเคราและมีขนรักแร้ เต้านมจะเริ่มเป็นตุ่มเล็กๆและจะเจริญเติบโต
ขึ้นเรื่อยๆ คือเริ่มมีหน้าอก
2. มีขน (pubic hair) ขึ้นที่บริเวณหัวหน่าว
(อาจเกิดพร้อมกับเริ่มมีหน้าอก)
3. กระดูกสะโพกจะขยายออกและมีไขมัน
สะสมบริเวณสะโพกมากขึ้น
4. จะมีประจำเดือน (menstruation) ครั้งแรก
หญิงวัยรุ่นอายุเฉลี่ยประมาณ 13 ปี
5. เสียงไม่แตก เพราะไม่มีฮอร์โมนเพศชาย
ผิวนุ่มนวลขึ้น
6. มีขนรักแร้ แต่ไม่มากเหมือนเพศชาย

-----------------------------------
ใบความรู้ที่ 16
การมีประจำเดือน
-------------------
ประจำเดือนเกิดขึ้นได้อย่างไร
พัฒนาการทางเพศของหญิงแต่ละคนจะเริ่มที่การมีประจำเดือนครั้งแรก ประจำเดือนเกิดขึ้นจากรังไข่ทั้ง 2 ข้าง ทำหน้าที่
ผลิตไข่ เมื่อไข่แต่ละฟองสุก จะมีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อที่พร้อมที่จะแปรสภาพเป็นชีวิตใหม่ ถ้าได้รับการผสมกับตัวอสุจิหรือสเปิร์มของเพศชาย ผนังมดลูกจะหนาขึ้น และมีเส้นเลือดมาหล่อเลี้ยงมากมายที่เยื่อบุภายในสำหรับเป็นที่ให้ตัวอ่อนฝั่งตัวและเลี้ยงดูให้ตัวอ่อนเจริญเติบโตต่อไป ขณะที่ผนังมดลูกหนาขึ้นเพื่อรับตัวอ่อน รังไข่ก็จะปล่อยไข่อ่อนออกมาเรียกว่า การตกไข่
ไข่อ่อนจะเดินทางมาตามท่อนำไข่ซึ่งจะมีขนเล็กๆ ช่วยพัดพาให้ไข่อ่อนเดินทางได้คล่องตัวยิ่งขึ้น ไข่อ่อนจากรังไข่ถึง
มดลูกใช้เวลา 2-8 วัน ไข่อ่อนจะเติบโตเป็นตัวอ่อนได้ก็ต่อเมื่อมีการผสมกับตัวอสุจิในขณะที่ยังอยู่ในท่อนำไข้เท่านั้น และในขณะที่ไข่กำลังเดินทางนั้นผนังมดลูกจะหนาขึ้น ถ้าไข่ไม่ได้รับการผสมกับอสุจิ ก็จะสลายตัว เยื่อหนาบุตามผนังมดลูกก็จะสลายตัวไปด้วย กลายเป็นของเหลวผสมกับเลือดที่เรียกว่า ประจำเดือน ไหลออกทางช่องคลอด การมีประจำเดือนแต่ละครั้งโดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 3-7 วันก็จะหมด การนับรอบเดือน จะเริ่มนับตั้งแต่วันแรกที่มีประจำเดือนมาก่อนจนถึงวันก่อนมีประจำเดือนในครั้งต่อไป โดยปกติแล้ว รอบเดือนจะอยู่ในระหว่าง 21-35 วัน เราส่วนใหญ่อาจจะเคยได้ยินว่าคนส่วนใหญ่จะมีรอบ 28 วัน แต่จริงๆ แล้ว รอบเดือนของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะยาวหรือสั้นกว่านี้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดปกติ โดยทั่วไปประจำเดือนจะมาเดือนละครั้ง แต่ในช่วงปีแรกๆ ของแต่ละคน ช่วงของการมีประจำเดือนอาจแตกต่างกัน ไม่ต้องวิตกกังวลเพราะหลังจากร่างกายปรับตัวไประยะหนึ่งแล้ว ประจำเดือนของเราจะมาเป็นปกติเอง เราสามรถจดบันทึกได้ว่าวันไหนที่ประจำเดือนเรามา แล้วคาดคะเนว่าครั้งถัดไปจะมาเมื่อไร โดยคาดคะเนจากระยะรอบเดือนในแต่ละเดือน
ในช่วงก่อนประจำเดือนจะมาในแต่ละเดือนนั้น บางคนจะมีอาการไม่ปกติขึ้น เช่น รู้สึกเมื่อยล้า ปวดศีรษะ รู้สึกตึง
บริเวณท้องน้อย หน้าอกคัดตึง บางครั้งก็มีสิวขึ้นตามหน้า บางรายอาจมีผื่นคัน ท้องผูก ปวดท้องน้อย หรืออาจจะท้องเสีย มีไข้
ในช่วงที่มีประจำเดือน อารมณ์หงุดหงิดและอารมณ์เสียง่ายกว่าปกติ อาการเหล่านี้เกิดขึ้นได้เสมอ วิธีบำบัดคือ ใช้ถุงน้ำร้อนประคบท้องน้อยในช่วงนั้นหรือทานยาแก้ปวดประจำเดือน พักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้สดชื่นเป็นปกติ (ให้รับประทานผลไม้มากๆ ลดปริมาณน้ำตาลในอาหาร รวมทั้งเกลือลงด้วย จะช่วยบรรเทาอาการท้องผูกและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วย)
ประจำเดือนที่ไหลออกมามักจะขันแดง บางครั้งจะมีลิ่มเลือดออกมาเล็กน้อย เมื่อออกมาสัมผัสกับอากาศก็จะมีสีเข้มขึ้นและมีกลิ่นเหม็นบ้าง ควรทำความสะอาดอวัยวะภายนอกด้วยน้ำสะอาดและเปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อยๆ เป็นระยะๆ จุดซ่อนเร้นของผู้หญิงทุกคนมีระบบทำความสะอาดตามธรรมชาติอยู่แล้ว ดังนั้น โดยทั่วไปถ้าไม่มีปัญหาสุขภาพอะไรเป็นพิเศษ ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะใช้น้ำยาล้างเฉพาะที่สวนล้างเข้าไปในช่องคลอด หรือใช้สเปรย์น้ำหอมใดๆ เลย เพราอาจเกิดความระคายเคืองได้
ผู้หญิงที่อยู่ระหว่างมีประจำเดือนสามารถทำตัวได้ตามปกติ ไม่ว่าจะเป็นการอาบน้ำ สระผม ว่ายน้ำ (ต้องใช้
ผ้าอนามัยแบบสอด) ออกกำลังกาย เล่นกีฬา นอกจากแพทย์จะแนะนำให้งดกิจกรรมใดๆเป็นกรณีพิเศษ ถ้ามีปัญหาทางสุขภาพ เช่น ปวดท้องมาก
ระหว่างการมีประจำเดือน ผู้หญิงมักมีความไม่สบายทั้งทางร่างกาย จิตใจ มากบ้างน้อยบ้างตามลักษณะความแตกต่าง
ของแต่ละคน การดูแลตนเอง ให้ปฏิบัติตนให้ถูกต้อง จะช่วยให้มีความรู้สึกดีขึ้น ดังนั้นจึงควรปฏิบัติตนดังนี้
1.รักษาความสะอาดของร่างกายด้วยการอาบน้ำบ่อยๆอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งและสระผมได้ตามปกติบางคนอาจมีกลิ่นตัว
แรงกว่าปกติ เนื่องจากการทำงานของฮอร์โมนในร่างกายมีมากขึ้น
2.เปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อยๆ อย่าปล่อยให้เกิดความหมักหมม อาจเกิดการอับชื้น มีกลิ่นและคันได้
3.ไม่ควรใช้ยาฆ่าเชื้อโรคทำความสะอาดภายในช่องคลอด เพียงใช้น้บู่อ่อนๆทำความสะอาดภายนอกก็พอ เพราะ
ปกติภายในช่องคลอดมีแบคทีเรียและความเป็นกรดคอยขจัดเชื้อโรคอยู่แล้ว ถ้าใช้ยาฆ่าเชื้อโรคบ่อยๆ จะทำให้เสียสมดุลธรรมชาติ อาจเกิดโรคแทรกซ้อนตามมาได้
4.ออกกำลังกายได้ตามปกติ แต่อย่าหักโหมเกินไปจะทำให้อ่อนเพลียได้
5.รับประทานอาหารที่มีคุณค่าได้แก่ เนื้อ นม ไข่ ผักสด ผลไม้ โดยเฉพาะตับ เพราะมีธาตุเหล็ก ช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือด
แดงที่สูญเสียไปจากการมีประจำเดือน
6.ก่อนมีประจำเดือนอาจมีอาการเมื่อยหลัง คัดตึงหน้าอก ปัสสาวะบ่อย เหนื่อยเพลีย อารมณ์หงุดหงิด และขณะมี
ประจำเดือนอาจมีอาการปวดท้องน้อย ในวันแรกๆอาจใช้ยาแก้ปวด ถ้าปวดทนไม่ได้ควรไปพบแพทย์
การดูแลตนเองหลังการหมดประจำเดือน
สัญญาณเตือนซึ่งมักเป็นในระยะเริ่มแรกของการหมดประจำเดือน ได้แก่
1. รู้สึกร้อนตามใบหน้า
2. ปัสสาวะบ่อย กลั้นไม่ได้
3. เกิดอารมณ์แปรปรวน อ่อนเพลีย
4. ผิวหนังแห้ง ผมแห้ง ร่วงง่าย
การดูแลตนเองเพื่อเตรียมความพร้อมสู่วัยหมดประจำเดือนควรปฏิบัติ ดังนี้
1. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
2. พักผ่อนให้เพียงพอ
3. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
4. ไปรับการตรวจสุขภาพร่างกายทั่วไป
5. หลีกเลี่ยงสารเสพติด
6. มีเพศสัมพันธ์ที่เหมาะสม
7. ถ้ามีอาการผิดปกติให้ปรึกษาแพทย์

-------------------------------------
ใบความรู้ที่ 17
การควบคุมอารมณ์ทางเพศ
------------------------------
การควบคุมอารมณ์ทางเพศ
อารมณ์ทางเพศเป็นความต้องการทางธรรมชาติของมนุษย์ เมื่อร่างกายเจริญเติบโตเข้าสู่วัยหนุ่มสาว แต่เนื่องจากเป็นวัยที่
ยังขาดความพร้อมหลายๆ ด้านทั้งสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ประเพณีอันดีงาม การควบคุมอารมณ์ทางเพศจึงมีความจำเป็นและสำคัญมากสำหรับวัยหนุ่มสาว การควบคุมอารมณ์ทางเพศที่ถูกต้องของชายและหญิงปฏิบัติได้ดังนี้
1. สนใจและเอาใจใส่ต่อการศึกษาเล่าเรียน เพื่อความก้าวหน้าและความสำเร็จในชีวิตตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
2. คำนึงถึงบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบของตนเอง
3. หลีกเลี่ยงการเกิดความรู้สึกและอารมณ์ทางเพศด้วยการออกกำลังกาย หรือการทำกิจกรรมนันทนาการ หรือกิจกรรมอื่นๆ ที่ตนสนใจ
4. พยายามปรับตัวและปฏิบัติต่อเพื่อนทางเพศอย่างเหมาะสมไม่เกินเลย
5. ฝึกสมาธิและฝึกการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ เพื่อให้จิตใจสบาย
6. ถ้ามีปัญหาเกี่ยวกับอารมณ์ทางเพศ ปรึกษาพ่อแม่ หรือญาติผู้ใหญ่ที่เราไว้วางใจ
การฝันเปียก
การฝันเปียก คือ การที่มีน้ำอสุจิหลั่งออกมาทางท่อปัสสาวะในตอนกลางคืน เป็นเรื่องของเพศชายโดยเฉพาะ การมีน้ำ
อสุจิไหลออกมานั้นไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายแต่อย่างใด การฝันเปียกเกิดขึ้นกับชายหนุ่มทุกคน ตั้งแต่เริ่มเข้าสู่วัยรุ่นอายุตั้งแต่ 10-18 ปี เป็นต้นไป
ทำไมจึงต้องฝันเปียก
เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะที่อวัยวะสืบพันธุ์ อัณฑะจะเริ่มทำงานโดยเริ่มผลิตอสุจิไปเก็บไว้
ที่ถุงกับน้ำเชื้อ (หรือถุงน้ำกาม) ทุกวัน โดยไม่มีการระบายออกเนื่องจากยังไม่ถึงเวลาที่จะมีเพศสัมพันธ์ ทำให้มีน้ำอสุจิเต็มถุงจะเกิดตอนนอนหลับ การฝันเปียกจึงช่วยผ่อนคลายความดึงเครียดจากอารมณ์ทางเพศ และเป็นการลดปริมาณน้ำอสุจิที่คลั่งมากเกินไป
การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองคืออะไร
การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง เป็นวิธีปลดปล่อยอารมณ์และความรู้สึกทางเพศที่เกิดขึ้นโดยไม่ต้องมีเพศสัมพันธ์ที่อาจ
นำไปสู่ปัญหาต่างๆ มากมายโดยเฉพาะวัยรุ่น การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองไม่ใช่สิ่งผิดปกติ แต่ต้องคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้
1. ความสะอาด
2. ความเป็นส่วนตัวไม่ประเจิดประเจ้อ
3. ไม่ใช้วิธีรุนแรง เพราะอาจทำให้เกิดบาดแผลหรือมีการอักเสบติดเชื้อได้

----------------------------------------------
ใบความรู้ที่ 18
วัยรุ่นกับการคบเพื่อน
-----------------------
คุณค่าของความเป็นเพื่อนระหว่างวัยรุ่น
สัมพันธ์ภาพระหว่างกลุ่มเพื่อนในวัยรุ่นนับว่ามีคุณค่าและสำคัญมาก การมีเพื่อนดีที่ไว้ใจได้ ช่วยให้เรามีชีวิตชีวา มีความสุข เกิดความกระตือรือร้นในการปรับปรุงตนเองเพื่อจะได้เป็นที่ยอมรับของเพื่อน และยอมรับในเจตคติของผู้อื่นที่มีต่อตน ถ้ารู้ว่าเพื่อนยอมรับตนเอง ก็จะก่อให้เกิดความภาคภูมิใจในตนเอง ซึ่งจะนำไปสู่การค้นพบเอกลักษณ์ของตนด้วย
การที่ฝ่ายหญิงจะเริ่มสนใจฝ่ายชายที่มีรูปร่างหน้าตาดี สุภาพ สะอาด แต่งกายเหมาะสม สังคมเก่ง พูดจาคล่องแคล่ว และฝ่ายชายให้ความสนใจในฝ่ายหญิงที่มีรูปร่างหน้าตาดี เรียบร้อย อ่อนโยน และมีนิสัยร่าเริงสนุกสนานนั้นเป็นเรื่องดีที่ถูกต้อง แต่เหนือสิ่งอื่นใด เพื่อนที่ดีต้องมีความจริงใจต่อกัน ปรารถนาดีต่อกัน ช่วยเหลือกันในทางที่ถูกต้องเมื่อเพื่อนเดือดร้อนมีปัญหา การเลือกคบเพื่อนจึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับวัยรุ่น
วัยรุ่นเป็นวัยที่กำลังคิดเพื่อนอย่างมาก ฉะนั้น จึงมักเกิดการเปรียบเทียบในหลายๆ อย่างในวัยเดียวกัน คือ ร่างกาย รูปร่าง หน้าตา ความสามรถ การเรียน ครอบครัว ฐานะและอื่นๆ ซึ่งจะทำให้ตนเองรู้สึกกังวล แต่ความรู้สึกเหล่านี้จะหายไปถ้าเรารู้จักค้นพบตนเองสร้างความภาคภูมิใจให้ตนเองและเกิดความมั่นใจในตนเองว่าเป็นที่รักและได้รับการยอมรับจากพ่อแม่และคนรอบข้างเสมอ
เพื่อนที่ดี คือ กัลยาณมิตร หรือมิตรแท้ มีลักษณะดังต่อไปนี้
1. มิตรอุปการะ เป็นผู้ให้ความช่วยเหลือ ป้องกัน และเป็นที่พึ่งได้ยามเมื่อมีทุกข์ร้อน
2. มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ เป็นผู้รักษาความลับของตนเองและเพื่อน ไม่ทอดทิ้งเพื่อน ไม่ว่าเพื่อนจะมีความสุขหรือความทุกข์ เป็นผู้มีความเสียสละอันสูงส่ง
3. มิตรแนะนำประโยชน์ เป็นผู้แนะนำให้เพื่อนละเว้นการทำชั่ว กระทำแต่ความดี ชี้แนวทางในทางสร้างสรรค์และเกิดความสงบสุข
4. มิตรมีน้ำใจ เป็นผู้มีจิตใจเอื้ออาทร ยามทุกข์ก็ทุกข์ด้วย ยามสุขก็สุขด้วย ยินดีเมื่อมีผู้ยกย่องสรรเสริญมิตร โต้แย้งผู้ที่พูดติเตียนมิตร
บุคคลทั้ง 4 ประเภทที่กล่าวข้างต้นเป็นคุณสมบัติของกัลยาณมิตร ดังนั้น ถ้าเราต้องการความเป็นกัลยาณมิตรจากผู้อื่น เราก็ควรต้องหมั่นฝึกฝนตนเองให้มีคุณสมบัติของกัลยาณมิตรอย่างแท้จริงเพื่อนมิตรภาพและสันติสุขของทุกคน ในลักษณะเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับที่ดี
--------------------------------------
ใบความรู้ที่ 19
การสร้างและรักษาสัมพันธภาพกับผู้อื่น
-------------------------------------------
ธรรมชาติของมนุษย์โดยแท้แล้วต้องการอยู่ด้วยกันอย่างเป็นสุขและมีความปรารถนาที่ดีต่อกัน การสร้างความสุขและสัมพันธภาพที่ดีสามารถทำได้โดยสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูกและบุคคลข้างเคียง ให้บุคคลในครอบครัวรวมทั้งบุคคลอื่นมีความผูกพันรักใคร่ มีความจริงใจต่อกัน ร่วมมือกัน สิ่งเหล่านี้มีพื้นฐานจากการมีครอบครัวที่ดี
การสร้างสัมพันธภาพเริ่มด้วยการทำความรู้จักกัน สนทนาแลกเปลี่ยนทัศนะซึ่งกันและกันถ้านิสัยใจคอบางประการสอดคล้องกัน ก็จะคบหาและมีสัมพันธภาพกันต่อไป สัมพันธภาพของมนุษย์สื่อถึงกันด้วยการพูด การฟัง การอ่าน การเขียน และการแสดงออกด้วยท่าทาง สัมผัส ผู้ที่จะสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่นได้อย่างราบรื่น ต้องมีศิลปะในการพูด ฟัง เขียน อ่าน และมีท่าทางบุคลิกภาพที่เหมาะสมซึ่งสามารถฝึกหัดและระมัดระวังเพื่อป้องกันไม่ให้สัมพันธภาพสลายไปได้ วิธีการสื่อสารที่ดีไม่เพียงแต่การพูดจานุ่มนวลอ่อนหวาน และมีเหตุผลเท่านั้น แต่ต้องรู้จักพูดจาให้เข้าใจได้ชัดเจน ตรงตามความต้องการของผู้พูด เช่น การพูดชมเชย ไม่พูดประชดประชัน และสื่อสารโดยตรงไปยังกลุ่มเป้าหมายไม่ต้องผ่านผู้อื่น เราควรพัฒนาตนเองเพื่อสามรถสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่นได้ ส่วนสัมพันธภาพจะยาวนานมากน้อยเพียงใด ต้องอาศัยเวลาและความพึงพอใจต่อกันเป็นเครื่องตัดสิน
ทำอย่างไรจึงจะสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่นได้
1.บอกความรู้สึกนึกคิดของตนเอง เพื่อให้ผู้อื่นมีความเข้าใจอย่างถูกต้อง
2.รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น เพื่อเปิดโอกาสให้เขาแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ เป็นการสร้างความเชื่อมั่นและสัมพันธภาพอันดีระหว่างการสนทนา
3.ซักถามและให้ความสนใจในเรื่องที่สนทนาอย่างตั้งใจ
4.แสดงความชื่นชม หรือขอบคุณอย่างจริงใจเพื่อรักษาสัมพันธภาพที่ดี
5.แสดงความเข้าใจและเห็นใจผู้อื่น โดยการฟัง สังเกตสีหน้าท่าทาง และเรียนรู้ถึงสิ่งที่ทำให้เขามีความสุข
6.ฝึกการมองผู้อื่นในแง่ดี จะได้มีความสุข
7.รู้จักปรับตัวให้เหมาะสมกับสถานการณ์และการเปลี่ยนแปลงของสังคม
อนามัยการเจริญพันธุ์และวิธีปฏิบัติตนเพื่อสุขภาพดี
อนามัยการเจริญพันธุ์ หมายถึง ภาวะสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกายและจิตใจ ที่เป็นผลสัมฤทธิ์ อันเกิดจากกระบวนการและหน้าที่ของการเจริญพันธุ์ที่สมบูรณ์ของทั้งชายและหญิงในช่วงอายุของชีวิต ซึ่งสามารถมีชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข นอกจากนั้น อนามัยการเจริญพันธุ์ยังครอบคลุมถึงสิทธิของชายและหญิงในการตัดสินใจ สิทธิที่จะได้รับการเรียนรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับอนามัยการเจริญพันธุ์ ตลอดจนสามารถที่จะเข้าถึงบริการได้อย่างทั่วถึงในทุกช่วงอายุ
ภาวะอนามัยการเจริญพันธุ์เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในวัฏจักรชีวิตของ
ทุกคน เป็นภาวะที่ทุกคนต้องให้ความสนใจ ดูแลเอาใจใส่ตนเองและครอบครัวตลอดทุกช่วงชีวิต อย่างมีคุณภาพ เพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ของมนุษยชาติไปตามแรงขับทางธรรมชาติ นอกจากปัจจัยกำหนดทางชีววิทยาจะส่งผลกระทบต่อภาวะอนามัยการเจริญในแต่ละช่วงชีวิตของทั้งหญิงและชายแล้ว ปัจจัยทางสังคมเศรษฐกิจ และวัฒนธรรมก็ยังมีอิทธิพลต่ออนามัยการเจริญพันธุ์ของหญิงและชายต่างกันไปด้วยบทบาทหญิงชายที่แต่ละสังคมกำหนดไว้เดิมจะส่งผลให้สถานภาพหญิงและชายมีความไม่เท่าเทียมกัน หญิงจะด้อยกว่าชายในหลายๆเรื่อง ทำให้ผู้หญิงประสบปัญหาด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ตามมาในแต่ละช่วงชีวิต.

 

 

 

ใบความรู้ที่ 20
โรคเอดส์ (1)
...............
สภาพสังคมไทยปัจจุบันมีการปล่อยเนื้อปล่อยตัวไม่ระมัดระวังตัว ผลกระทบที่ตามมา คือ ขาดการยับยั้งชั่งใจและ พบว่า มีความเสี่ยงสูงในการถูกวางยา เป็นยาอันตรายร้ายแรง จะหลับยาวนานไม่ต่ำกว่าสองชั่วโมง การมีเพศสัมพันธ์ที่ปราศจากการป้องกัน โรคที่ร้ายแรงมากที่สุด คือ โรคเอดส์
เอดส์ เป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากภูมิคุ้มกันบกพร่องทำให้เม็ดเลือดขาวถูกทำลายจนร่างการติดเชื้อโรคอื่นๆ ถ้าไม่รู้จักปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง ก็อาจเสียชีวิตได้
สาเหตุของโรคเอดส์
เชื้อไวรัสเอดส์ เมื่อมีการติดเชื้อร่างกายจะสร้างภูมิต้านทาน แต่ไม่สามารถกำจัดได้ เชื้อนี้จะไปทำลายเม็ดเลือดขาว จะทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายลดลง
อาการของโรคเอดส์ มีดังนี้
ระยะไม่ปรากฏอาการ
ภายใน 2-3 สัปดาห์แรก จะมีอาการคล้ายไข้หวัด ภายใน 6-8 สัปดาห์ถ้าตรวจเลือดจะพบเลือดบวก ถึงระยะนี้จะไม่ปรากฏอาการ แต่สามารถแพร่เชื้อได้ตลอดเวลา
ระยะมีอาการสัมพันธ์กับเอดส์ ได้แก่
1. ต่อมน้ำเหลืองโต
2. น้ำหนักลดลง 30 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว
3. มีเชื้อราในปากและลำคอ
4. มีการติดเชื้อโรคแทรกซ้อน
ระยะเอดส์เต็มขั้น
เป็นระยะสุดท้าย ภูมิต้านทานถูกทำลายเกือบหมด ทำให้เกิดการติดเชื้อโรคที่เรียกว่า โรคติดเชื้อฉวยโอกาสแล้วแต่ว่า จะติดเชื้อที่ส่วนใดของร่างกาย
- ถ้าปอดบวมจะมีไข้
- มะเร็งหลอดเลือด มีอาการเป็นจ้ำๆ
- ถ้าเป็นเชื้อราของทางเดินอาหาร จะเจ็บคอ
- สมองอักเสบ จะปวดศีรษะ
- มะเร็งต่อมน้ำเหลือง จะมีก้อนโตตามร่างกาย

---------------------
ใบความรู้ที่ 21
โรคเอดส์ (2)
---------------
ลักษณะของเชื้อไวรัสเอดส์
เชื้อไวรัสเอดส์สามารถอาศัยหรือทำให้เกิดโรคได้เฉพาะในคนหรือลิงเท่านั้น ไม่สามารถทำให้เกิดโรคในสัตย์อื่นๆ และเมื่อเชื้อนี้ออกนอกร่างกายแล้ว จะไม่สามารถทนต่อสภาพแวดล้อมภายนอกได้ อาจมีชีวิตอยู่ได้เป็นชั่วโมง หรือวันเท่านั้น เช่น ถูกความร้อน 56 องศาเซลเซียสนาน 10-15 นาทีเชื้อก็จะตายหมด และยังไม่ทนต่อการทำลายด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อต่างๆ เช่น น้ำยาซักผ้าขาวหรือน้ำยาที่ใช้ถูหรือทำความสะอาดบ้าน
ส่วนของร่างกายที่พบเชื้อไวรัสเอดส์
ส่วนใหญ่จะพบเชื้อไวรัสเอดส์อยู่ในเม็ดเลือดขาว ดังนั้น เลือดของผู้ป่วยจึงมีเชื้อไวรัสเอดส์อยู่มากที่สุด รองลงมา คือ น้ำกาม และน้ำเมือกในช่องคลอดของผู้หญิง ส่วนในน้ำลาย น้ำตา เสมหะ น้ำนม เหงื่อ ปัสสาวะ และอุจจาระ จะมีปริมาณไวรัสเอดส์น้อยทำให้ติดต่อได้ยาก
ปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรคเอดส์
โรคเอดส์แม้ว่าจะเป็นโรคติดต่อที่อันตราย แต่ก็มิได้ติดต่อกันได้ง่ายๆ แม้ว่าเมื่อมีการสัมผัสกับเลือดหรือร่วมเพศกับผู้ที่มีเชื้อไวรัสเอดส์ ก็ไม่จำเป็นต้องติดเชื้อเสมอไป การจะติดโรคหรือไม่นั้นต้องมีปัจจัยที่เหมาะสม ดังนี้
1. ปริมาณของเชื้อไวรัส ถ้าได้สัมผัสกับสิ่งที่มีปริมาณของเชื้อไวรัสมาก โอกาสติดเชื้อโรคก็จะมีมากตามไปด้วย
2.การมีบาดแผล ผิวหนังปกติจะช่วยปกป้องไม่ให้เชื้อโรคใดๆ ผ่านเข้าสู่ร่างกายได้ แต่ถ้าผิวหนังมีรอยแตก ฉีกขาด หรือมี
บาดแผลก็จะเป็นช่องทางให้เกิดการติดเชื้อได้
3.การติดเชื้ออื่นๆได้แก่ การเป็นกามโรคบางชนิด เช่น แผลริมอ่อน เริมก็จะช่วยให้เชื้อไวรัสเอดส์ เข้าสู่ทางบาดแผลได้ง่ายขึ้น
4.ความถี่ของการสัมผัส การร่วมเพศหรือการติดยาเสพติด ถ้าทำบ่อยๆ หลายๆ ครั้ง โอกาสติดเชื้อไวรัสเอดส์ย่อมมีมากกว่าผู้ที่ทำเพียงครั้งเดียว
5.ระยะเวลาที่ไปสัมผัส หรือ ภาวะภูมิต้านทานของร่างกาย ถ้าผู้ที่ไปสัมผัสกับผู้ที่ติดเชื้อร่างกายกำลังอ่อนแอไม่แข็งแรงก็จะมีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายยิ่งขึ้น
การติดต่อของโรคเอดส์
เชื้อโรคเอดส์จะมีอยู่ในของเหลวที่ออกจากส่วนต่างๆ ของร่างกาย โอกาสที่จะแพร่โรคมีเฉพาะทางเลือด น้ำกาม และน้ำในช่องคลอด ช่องทางการติดต่อโรคมีดังนี้
1.การร่วมเพศกับผู้ที่มีเชื้อโรคเอดส์ โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย ไม่ว่าชายกับชาย ชายกับหญิง หรือหญิงกับหญิง ล้วนมีโอกาสติดเชื้อได้ทั้งสิ้น และปัจจัยที่ทำให้มีโอกาสติดเชื้อมากขึ้น คือ การมีบาดแผลฉีกขาดระหว่างการร่วมเพศ (เช่น การร่วมเพศทางทวารหนักหรือการร่วมเพศที่รุนแรงเกินไป) หรือการมีแผลจากกามโรคอยู่เดิม ดังนั้น การรักษาแผลกามโรค การสวมถุงยางอนามัยขณะที่ร่วมเพศกับคนที่ไม่ใช่ภรรยาหรือสามีของตนจะเป็นทางหนึ่งที่จะป้องกันโรคเอดส์ได้
2.การรับเชื้อทางเลือด โอกาสติดเชื้อขึ้นอยู่กับปริมาณไวรัสเอดส์ที่มีอยู่ในเลือด ดังนี้
2.1 การใช้เข็มฉีดยาหรือกระบอกฉีดยาร่วมกับผู้ที่มีเชื้อโรคเอดส์ มักพบในกลุ่มผู้ติดยาเสพติดชนิด ฉีดเข้าเส้น
2.2 การรับเลือดในการผ่าตัดหรือการรักษาโรคเลือดบางชนิด
2.3 การรับอวัยวะของผู้ที่มีเชื้อเอดส์หรือการผสมเทียม
2.4 การสัมผัสเลือดที่มีเชื้อไวรัสเอดส์ทางบาดแผล หรือทางผิวหนัง
3.หญิงที่ติดเชื้อไวรัสเอดส์จากสามีหรือคู่นอน หรือจากการมีพฤติกรรมเสี่ยงของตนเอง แล้วถ่ายทอดเชื้อไปยังลูกตั้งแต่ก่อนคลอด ขณะคลอด หรือหลังคลอด โอกาสที่ทารกจะได้รับเชื้อจากแม่มีถึงประมาณ 30 %
โรคเอดส์ไม่ติดต่อกันโดยผ่านทางน้ำลาย น้ำมูก น้ำตา เสมหะ ปัสสาวะ อุจจาระ และเหงื่อ แม้ว่าอาจจะพบเชื้อโรคเอดส์ในน้ำ คัดหลั่งเหล่านี้ก็ตาม แต่ปริมาณเชื้อเหล่านี้มีไม่มาก ดังนั้น การอยู่ใกล้ชิดจับเนื้อต้องตัว การใช้แก้วน้ำ การรับประทานอาหาร การใช้ห้องน้ำ ห้องส้วม หรือสระว่ายน้ำร่วมกับผู้ติดเชื้อโรคเอดส์จึงไม่เป็นการเสี่ยงการติดเชื้อโรคเอดส์ ยุงไม่นำเชื้อโรคเอดส์แม้จะมีการพบเชื้อนี้อยู่ในตัวยุงได้ ถ้าหากยุงไปกัดและดูดเลือดคนที่มีเชื้อโรดเอดส์ เชื้อโรคเอดส์ในตัวยุงจะไม่มีการแบ่งตัวและจะอยู่ในตัวยุงได้ไม่กี่ชั่วโมงก็ตาย และเลือดผู้ป่วยที่อยู่ในตัวยุงก็มีไม่มากพอ และอาจจะถูกทำลายโดยน้ำย่อยที่อยู่ในน้ำลายยุง
การรักษาโรคเอดส์
แบ่งเป็น 4 ขั้น ตอน
1. การรักษาโรคแทรกซ้อน คือ การรักษาโรคติดเชื้อที่ฉวยโอกาสเกิดขึ้นแต่บางโรคก็ไม่มียารักษา เช่น มะเร็งผนังเส้นเลือด
2. การรักษาที่มุ่งกำจัดไวรัสเอดส์ ขณะนี้ยังไม่มียาที่ได้ผลแน่นอนในการฆ่าหรือทำลายไวรัสเอดส์ จะมีเพียงยาที่ไปยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัสเอดส์ไม่ให้เพิ่มจำนวนในร่างกายมากขึ้น
3. การรักษาที่กระตุ้นภูมิต้านทานที่สูญเสียไป ขณะนี้มีการทดลองยาอยู่หลายตัว ซึ่งรวมทั้งวัคซีนที่ฉีดแล้วทำให้ผู้ป่วยมีภูมิต้านทานที่ดีขึ้น เป็นที่คาดหวังว่าถ้าใช้ยากลุ่มนี้ร่วมกับยาที่ฆ่าเชื้อโรคเอดส์ น่าจะเป็นการรักษาที่ดีที่สุด
4. การรักษาทางด้านจิตใจ ได้แก่ การให้กำลังใจ การสังเคราะห์ด้านอาชีพ การให้การรักษาอาการทางจิตที่เกิดจากแรงกดดันด้านต่างๆ

--------------------------------------
ใบความรู้ที่ 22
ปัญหาการตั้งครรภ์โดยไม่ได้ตั้งใจ
-------------------------------------
ปัญหาการตั้งครรภ์โดยไม่ตั้งใจมีปัญหาอย่างไร
การตั้งครรภ์โดยไม่ได้ตั้งใจ เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร และเกิดตั้งครรภ์โดยปราศจากการป้องกัน อาจเนื่องมาจากอยู่ในสถานการณ์ที่ถูกปลุกเร้าอารมณ์ เพราะฉะนั้นไม่ควรตัดสินใจโดยยึดเพื่อนเป็นหลัก เพราะจะส่งผลกระทบหลายอย่างตามมาได้แก่
1.รู้สึกกังวล ไม่สบายใจ กลัวคนอื่นจะรู้
2.พ่อแม่ผิดหวังเสียใจ
3.ท้องโดยไม่ตั้งใจ มีลูกเมื่ออายุยังน้อย
4.ปัญหาที่ติดโรคเพศสัมพันธ์
5.ปัญหาการตั้งครรภ์
6.คนรอบข้างแสดงท่าทางรังเกียจ ไม่อยากคบเป็นเพื่อน
7.ต้องรับภาระเพิ่มขึ้นทั้งที่ตนเองยังไม่พร้อม
8.เสียการเรียน เสียอนาคต ต้องออกจากโรงเรียน
9.เสียโอกาสดีๆ ที่จะได้รับในอนาคต
10.สังคมประณามผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เกิดความอับอายขายหน้า

----------------------------------------
ใบความรู้ที่ 23
การล่วงละเมิดทางเพศ (1)
-----------------------------
ทักษะการป้องกันตนเองจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศ
การตัดสินใจ และวิธีแก้ไขปัญหาชีวิตที่ถูกต้อง
การล่วงละเมิดทางเพศ (sexual harassment)
หมายถึง การกระทำใดๆ ทั้งกาย วาจา ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องชู้สาว หรือเกี่ยวข้องกับเพศสัมพันธ์ระหว่างบุคคลต่างเพศหรือเพศเดียวกันโดยมุ่งกระทำที่จะเอาเปรียบหรือสนองอารมณ์ทางเพศของตน จนผู้ถูกกระทำเกิดความรู้สึกรังเกียจ
หรือหวาดผวาต่อการกระทำนั้นๆ
ปัจจุบันการล่วงละเมิดทางเพศจะพบในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เป็นส่วนใหญ่ ผลกระทบจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศพบได้ทางร่างกายและจิตใจอย่างมากมาย ผลกระทบทางร่างกาย ได้แก่ กา